วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559

ถามว่า ท่านมาวัดพระธรรมกายครั้งแรกได้อย่างไร???


มา "วัดพระธรรมกาย" ครั้งแรกตอนเป็นนักเรียนม.ปลายค่ะ มีพี่กัลยาณมิตร คือ พี่ตู่ ฐีรวัฒนา ชวนขึ้นรถวัดที่มาจอดรอหน้าบ้านค่ะ (สะดวก) กับพี่ตู่เรารู้จักกันที่โรงเรียนสอนภ.อังกฤษ ของ Baptist แถวหมู่บ้านค่ะ  อายุต่างกันแต่ก็ช่วยเหลือกัน คุยกันถูกคอค่ะ

กลับมาเรื่องวัดพระธรรมกายต่อค่ะ  ตอนนั้นอายุ 15 เอง วัดพระธรรมกายยุคนั้นเห็นสาธุชนใส่ชุดขาว ที่หลังคามุงจาก สิ่งที่ประทับใจวันแรกและจำได้คือ กระดาษสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองค่ะ เนื่องจากที่วัดพระธรรมกาย มีทำอาหารกลางวันแจกให้สาธุชนด้วย และเมื่อทานเสร็จต้องล้างจานเอง โดยใช้กระดาษดังกล่าวเช็ดเศษอาหารและคราบที่ติดจานออกให้หมดก่อน และจึงผ่านไปล้างในอ่างสแตนเลสขนาดใหญ่ : น้ำแรก  น้ำแฟ่บ น้ำหนึ่ง น้ำสอง และ เช็ดคว่ำ.... ความประทับใจแรกต้องเล่านานหน่อย เพราะไม่เคยเจอค่ะ และ enjoy เพราะชอบให้ความร่วมมือ

ตอนที่มาวัดพระธรรมกายครั้งนั้น ยังไม่รู้จักหลวงพ่อธัมมชโยค่ะ  เพราะพี่ตู่มักพูดถึงคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง บ่อยกว่า  แต่จะได้ยินจากเทปนำนั่งสมาธิที่หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายท่านสอนนำนั่งสมาธิค่ะ..... หลังจากนั้นก็มาวัดพระธรรมกายอีก เพราะพี่ตู่บอกบุญสร้างองค์พระธรรมกายประจำตัวแบบทยอยบุญ องค์ละหนึ่งหมื่นบาท!!  เราเป็นเด็กนักเรียนพอฟังพี่ตู่เล่าความสำคัญ*ขององค์พระธรรมกายประจำตัวที่จะประดิษฐานบน "ธรรมกายเจดีย์" ซึ่งจะมีอายุคงทนถาวรถึงหนึ่งพันปี  ก็อยากทำค่ะ  พี่ตู่บอกว่า รูปทรงของธรรมกายเจดีย์นี้ หลวงพ่อธัมมชโย  ท่านจำลองมาจากการเห็นในสมาธิ รูปทรงเรียบง่ายแต่หน้าทึ่ง !# มากค่ะ โดยเฉพาะตอนมองจาก Top view หรือ Close up ที่จะเห็นองค์พระธรรมกายประจำตัว ซึ่งมีชื่อเจ้าของบุญสลักไว้ที่ด้านล่างตรงฐานองค์พระ ... ขนลุกในบุญขณะเขียนเลยค่ะ

สรุปศรัทธาใน Concept  แล้วทำเป็นชื่อคุณพ่อก่อนเลยค่ะ อยากให้คุณพ่อได้บุญ (เด๋วค่อยทำให้ตัวเอง)
รักคุณพ่อ และเห็นว่าคุณพ่ออายุมากแล้ว   เราเป็นนักเรียนแต่มีรายได้จากทำงานพิเศษก็คิดว่าค่อยๆ ทยอยฝากพี่ตู่ไปส่งบุญให้  เพราะการทำบุญแบบทยอย  วัดส่วนใหญ่ไม่ซีเรียส  เรามีมากเราก็ส่งบุญทีละมากๆ มีน้อยก็เดือนละ 1 พันบาทคงไม่เหนือบ่ากว่าแรง (วัดไม่ใช่สถาบันการเงินที่เราเป็นลูกหนี้ ยังไงก็รอได้ แต่เราต้องจำได้ด้วย คือ commit ที่จะทำให้สำเร็จ)  แล้วก็ครบค่ะ!! จากนั้นก็ได้มีโอกาสสร้างให้ตัวเองด้วยค่ะ  เล่าตรงนี้ละเอียดเพราะอยากให้เป็นตัวอย่างการคิดให้กับบางคนที่ทำบุญแบบเดิมๆ ไม่มีพัฒนาการ  คือทำแบบศรัทธาไม่มามาก  หรือ ไม่สนใจที่มาที่ไปของโครงการบุญที่จะทำ ทำแบบผ่านๆ 20 บาทตลอด  ทั้งที่ไม่ยากจนมาก

สำหรับเรา เงินทุกบาทมีค่านะ การทำบุญพี่ตู่สอนว่าให้ทำกับเนื้อนาบุญอย่างเช่นหลวงพ่อธัมมชโย และพระที่ปฏิบัติ  ตอนแรกติดในคำว่า "เนื้อนาบุญ"  เพราะไม่รู้จัก คำแปลคืออะไร?  คำอะไรแปลกจัง!
ตอนหลังพอเข้าวัดบ่อยๆ ก็คุ้นเคยและเข้าใจคำนี้

โชคดีที่ได้มารู้จักวัดพระธรรมกายและหลวงพ่อธัมมชโย ทำให้เราเข้าใจเรื่องการทำบุญ จึงตั้งใจหมั่นสั่งสมบุญบ่อยๆ มิฉะนั้นก็คงเป็นเหมือนคนอื่นที่ 20 บาทตลอด  เพราะอะไรรู้ไหมค่ะ?

1. การเกิดมาเป็นมนุษย์ มันสุดประเสริฐเหมือนในกลอน เรามีบุญเก่าก่อนมา พอได้ชีวิตใหม่ในชาตินี้ก็อาศัยบุญเก่าคอยช่วยเหลือสนับสนุน แล้วถ้าไม่ทำบุญใหม่เพิ่ม บุญเก่าใช้ทุกวันๆ ก็หมด ประกอบกับทำบาปเพิ่ม เพราะสังคมปัจจุบันแย่ คนขาดศีลธรรมเยอะ เราก็เผลอทำบาปกันบ่อยๆ

2. ส่วนตัวรู้สึกว่า การทำความดียากนะค่ะ การทำความชั่วง่ายกว่ามาก  การทำบุญอย่างองค์พระธรรมกายประจำตัว 1 หมื่นบาทก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราไม่ใช่ลูกคนรวย  หาเงินจากน้ำพักน้ำแรง ... ดังนั้นจึงทำให้เรารู้สึกภูมิใจ เพราะทั่วไปอะไรที่ได้มายาก จะจำได้จนวันตาย แต่ถ้าทำ 20 บาทแบบเราไม่เดือนร้อนเราก็ไม่จำเท่าไรนัก  (และปัจจุบันธรรมกายเจดีย์ก็สร้างเสร็จนานแล้ว พิสูจน์ว่าเงินทำบุญของเราเสร็จจริง มีจริงจ๊ะ)  และบวกกับความรู้ว่าคนเราก่อนตายจะไปดี หรือ ไม่ดี ขึ้นอยู่กับความนึกคิดสุดท้ายว่านึกเรื่องอะไร เขาถึงให้นึกถึงสิ่งดีๆ ก็คือ "บุญ" ที่เราได้ทำ  ดังนั้นตะกี้จำได้ไหมค่ะ ว่าอะไรที่ได้มายากเราจะจำจนวันตาย เราก็จะนึกถึงบุญที่ได้สั่งสมทำให้คุณพ่อ และ ตัวเราเอง  ..... นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งค่ะที่หลวงพ่อธัมมชโย สอนให้เรารู้วิธีการเตรียมตัวก่อนตายว่าจะต้องนึกถึงอะไร  แต่จริงๆ เราต้องหมั่นสะสมทำบุญอยู่ตลอดชีวิตควบคู่กับการใช้ชีวิตและการทำงานนะค่ะ เพราะก่อนตายมันความรู้สึกเจ็บปวดมันเฮือกใหญ่ทีเดียวกว่าจะสิ้นใจตาย  นึกได้บุญเดียวไม่พอค่ะ เพราะใจเราปกตินึกเรื่องนึงมันแป๊บเดียว แต่ก่อนตายมันเจ็บนานค่ะ  ฉะนั้นก็ต้องนึกบุญอื่นๆ ต่างๆ นาๆ ที่เราทำมาตลอดชีวิต  ซึ่งเคล็ดลับที่ให้นึกได้ ก็ต้องปลื้มในบุญนั้นสิค่ะ  หรือ ฝึกนึกถึงบุญนั้นบ่อยๆ ซ้อมไว้

3. ความจริงที่ว่า การตายไม่มีหมายกำหนด ไม่มีการบอกล่วงหน้า บางคนตายกระทันหันมาก ชีวิตอาจยังไม่ได้ทำบุญอะไรเลยก็ได้  เขาถึงบอกให้ไม่ประมาท  ควรหมั่นทำบุญ ทำความดีสะสมไว้ อย่าผัดผ่อนการทำความดี หรือ ทำบุญค่ะ

ทั้งหมดนี้เป็นความคิดรวบยอด ที่เขียนครั้งแรกเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย ที่เป็นคำตอบว่าทำไมเราถึงมาวัดนี้  เพราะตอบโจทย์ความต้องการค่ะ คือ 1) "ทำเต็มกำลังของเรา" แต่ได้ให้ประโยชน์กับผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนมหาศาลโดยส่วนรวมทีเดียว   2) สืบทอดศาสนาพุทธให้ดำรงอยู่ตลอดไป ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่บอกว่าศาสนาพุทธดี (ผ่านการคิดมาแล้ว) ขนาดคนฉลาดอย่างไอน์สไตล์ยังระบุ  ดังนั้นจึงต้องช่วยกันๆ รักษาไว้ อย่าช่วยกันแค่ 1-2-3 คนพลังมันไม่พอ ต้องอาศัยพลังดีๆ จากการรวมตัวของทุกคนนึกภาพพลังสมาธิ 1 คน กับหลายคนอันไหนมีพลังมากกว่ากัน  สุดท้ายที่นี่ 3) สอนให้เข้าใจความจริงของชีวิต และสำคัญคือเรื่อง "กฎแห่งกรรม" ค่ะ  ทุกคนกลัวตายหมดแหละค่ะ!  และคนอย่างเรากลัวว่าตายแล้วจะไม่ไปดี จึงต้องศึกษาทางไป และระวังไม่ประพฤติตัวไปในทางเสื่อม  โดยการหมั่นทำทาน รักษาศีล และนั่งสมาธิค่ะ บวกเพิ่มคือหมั่นนึกถึงบุญที่ได้ทำแล้วบ่อยๆ  .... ซึ่งคนที่ไม่ชอบ หรือ แอนตี้วัดพระธรรมกายไม่ต้องมาดักคอจับผิดนะค่ะ เพราะการทำทาน รักษาศีลและนั่งสมาธิ เราเป็น "ปุถุชน" ก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง  ไม่ได้ทำได้ทุกครั้ง  ตะกี้เราใช้คำว่า "หมั่น" นะค่ะ  เพราะฉะนั้นเราหมั่นทำค่ะ ถ้ามีโอกาส  คือเราก็ไม่ได้ดีกว่าใคร แต่เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้มากกว่าใครบางคนเกี่ยวกับเรืองบุญบาป  และระวังตัวเราเองไม่ให้ไปก่อเวรกับใคร  ทำบุญ 360 องศา  ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว  และหาเวลานั่งสมาธิให้เวลากับตัวเอง สิ่งที่ดีอะไรที่ทำแล้วได้บุญเราสนใจทำหมดค่ะ เพื่อสั่งสมบุญไงค่ะ ... อย่างตอนนี้ที่เขียน Blog เพราะอยากจะแชร์ความคิดเห็น สิ่งที่ดีให้เพื่อนๆ ในโลก Cyber ที่ไม่เคยมาวัดพระธรรมกาย เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา เพื่อเปรียบเที่ยบกับแง่มุมอื่น (ในแง่ลบ) .... อ่านแล้วคงเข้าใจความหมายของเรานะ  และหวังว่าคุณจะเจอกัลยาณมิตรที่ดีที่พาคุณไปรู้จักวัดพระธรรมกายจริงๆ  หรือเราเป็นกัลยาณมิตรให้คุณซะแล้ว.... มาถึงตรงนี้ต้องขอบคุณสำหรับเวลาที่ตั้งใจอ่านค่ะ

Rich Bil

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น